วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การตั้งเป้าหมายในชีวิต


เริ่มต้นรู้จักเป้าหมายในชีวิตกันก่อน
เป้าหมายในชีวิต หมายถึง สิ่งที่เราให้ความสำคัญ และปรารถนาจะให้เกิดขึ้นในอนาคต และเป็นแรงจูงใจให้คนเรามีพลังมุ่งไปสู่อนาคต การมีเป้าหมายในชีวิต จะช่วยให้คนเราใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มีความหวัง และมีทิศทางมุ่งสู่อนาคตเพราะการมีเป้าหมายจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า เขาต้องการอะไรบ้าง เขาจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร และเพื่อที่จะทำอะไร
จะเห็นว่าการมีเป้าหมายในชีวิต สามารถกำหนด หรือทำให้คนเราเป็นเจ้าของชีวิตของตนอย่างแท้จริงคำถามคือ เพราะเหตุใดคนเราจึงมีปัญหาในการตระหนักถึงเป้าหมายในชีวิต แม้ว่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ หรือว่า เรายุ่งเกินไป หรือเรามีเรื่องรกใจ หรือมีอะไรต้องทำมากมายเกินไป จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปตามผู้คนแวดล้อมบอกให้ทำ หรือตามสังคมบอกว่าดี โดยไม่รู้ตัวว่าตนเองต้องการอะไร หรือปล่อยให้เรื่องที่เคยต้องการจะทำหลายเรื่องผ่านไป เพราะสาเหตุว่าเรามีเป้าหมายในชีวิตไม่ชัดเจน
คำอธิบายที่ง่ายที่สุด
เหตุที่คุณไม่จัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆ ดังกล่าวอธิบายได้ง่ายๆ คือว่ามันอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของคุณ จริงอยู่คุณนึกได้ว่าต้องทำโน่นต้องทำนี่ นั่นคือคุณมีความตั้งใจ แต่ความตั้งใจไม่ใช่ เป้าหมายของชีวิต ความตั้งใจ คือการที่คุณตกลงใจว่าจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป้าหมายในชีวิตจะเป็นความตั้งทิศทางที่มุ่งไปสู่บาง สิ่งที่คนเราเห็นว่าสำคัญหรือมีความหมายต่อเขา เป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน จะเป้นตัวกำหนดทิศทางการเลือกความเป็นไปได้ต่างๆและนำไปสู่การกระทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต แน่นอนว่าเป้าหมายในชีวิตทุกข้อจะเริ่มขึ้นจากความตั้งใจก่อนเสมอทีนี้ก็มาถึงวิธีการตระหนักในเป้าหมายชีวิต วิธีการ แบ่งออกเป็น 3 ข้อย่อย ดังเช่น ตัวอย่าง เป้าหมายในชีวิตของนางสาวสุดใจ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ข้อที่  นึกถึงเป้าหมายในปัจจุบันในเวลา 2 นาที
ข้อที่ 1 นี้ ให้นึกถึงสิ่งที่ต้องการหรือปรารถนาจะให้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ แล้วเขียนลงไปอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่าตั้งใจมุ่งไปเรื่องใด และอย่างไร
เขียนถึงเป้าหมายทีอยากทำให้สำเร็จภายใน 5 ปี ข้างหน้า 4 ข้อ
มีงานทำเงินเดือน 10,000 -15,000 บาท
เรียนต่อปริญญาเอก
มีเงินเก็บไว้ซื้อรถยนต์ของตนเอง
ไปเที่ยวต่างประเทศกับครอบครัว
เขียนเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า 4 ข้อ
เรียนจบปริญญาโท
ทำกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัยให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสบการณ์นอกเหนือจากการเรียน
หาข้อมูลเรียนต่อและข้อมูลงานที่ตรงสายงานที่เรียน
หัดขับรถในกรุงเทพให้คล่องเส้นทาง
เขียนเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า 4 ข้อ
สะสางงานรายวิชาและอ่านหนังสือเตรียมสอบเพื่อทำคะแนนให้ได้เกรดเพิ่ม
เรียนภาษาอังกฤษและเรียนโทเฟิล
ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว
ข้อสังเกต แต่ละช่วงเป้าหมายระยะเวลา ระยะปานกลาง และระยะสั้น ของสุดใจสอดคล้องกันทุกช่วง เป้าหมายเป็นรูปธรรม มีความหลากหลายของเป้าหมายน้อยไปบ้างตรงที่สุดใจให้ความสนใจเรื่องเรียน การงาน เป็นหลัก มีให้ความสนใจครอบครัวบ้าง แต่ก็ยังขาดการพักผ่อนการดูแลตัวเองเช่น การออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมอื่นในชีวิต ที่สำคัญคือสุดใจเป้นผู้กำหนดเป้าหมายในชีวิตด้วยตนเอง และเป็นเป้าหมายในชีวิตทีเธอรู้สึกพอใจมากที่สุดในช่วงเวลา และวัยนี้ ซึ่งเป้าหมายในชีวิตที่ดีจะต้องมีความสอดคล้องกับพัฒนาการชีวิตด้วย
หากคุณต้องตายในเวลาที่กำหนด ให้เขียนเป้าหมายที่ต้องการทำให้เสร็จขณะที่คุณยังมีชีวิตเหลืออยู่ ในข้อที่ 2 นี้เป็นการตรวจสอบสิ่งที่ค้างในสิ่งที่ถ้าไม่ได้ทำแล้วจะรู้สึกผิด เสียใจ เสียดายหรือไม่สบายใจทั้งปวง ถือได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตแต่ละวันให้ เต็มที่
เขียนเป้าหมายที่ต้องการทำให้เสร็จภายใน 5 ปี ที่เหลืออยู่ 4 ข้อ
เรียนปริญญาโทเพื่อให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ
มีเวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด
ทำงานที่ตนเองชอบและให้เงินพ่อแม่ใช้
ไปอยู่ประเทศอังกฤษกับน้องชาย 1 ปี เพราะเป็นประเทศที่อยากไปมาก
เขียนเป้าหมายที่ต้องการให้เสร็จภายใน 1 ปีที่เหลืออยู่ 4 ข้อ
สะสางงานที่ค้างและเขียนพินัยกรรม
ให้เงินพ่อแม่ หนึ่งในสี่ของทั้งหมด
ทำบุญ ทำทาน ทำสมาธิ วิปัสสนา
เรียนวาดรูป ดำน้ำ ปลูกต้นไม้ที่เคยอยากทำ
เขียนเป้าหมายที่ต้องการให้เสร็จภายใน 6 เดือนที่เหลืออยู่ 4 ข้อ
อยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง คนที่รักให้มากที่สุด
ทำงานช่วยเหลือสังคม
ทำบุญ ถือศีล กินเจ
สะสางงานที่ค้างในแต่ละวัน
ข้อสังเกต เป้าหมายในชีวิตของสุดใจ
ข้อที่ 1 และข้อที่ 2 มีความแตกต่างกันกล่าวคือ เป้าหมายในชีวิตเมื่อชีวิตมีเวลาจำกัดทำให้สุดใจได้ไตร่ตรองในอีกมุมของชีวิตที่เขาให้ความสำคัญแล้วละเลยไปในช่วงเวลาปกติ เพราะคิดว่ายังมีเวลาเพียงพอ
ข้อที่   เขียนเป้าหมายในแง่ที่เป็นจริงของคุณ
ในข้อ 3 เป็นการรวมข้อ 1 และข้อ 2 เข้าด้วยกัน และข้อ 3 นี้จะเป็นผลจากการใคร่ครวญ ไตร่ตรองว่า ความตั้งใจใดที่ชัดเจนและมีความสำคัญ มีความหมายมากพอสำหรับชีวิต และเป้าหมายใดก็ตาม ถ้าคนเราเห็นว่ามีค่า มีความหมายเพียงพอ เขาจะมีเหตุผลต่างๆนานา ในการฝ่าฟันความยากลำบาก และลงมือกระทำให้ลุล่วง
เป้าหมายระยะยาว (ภายใน 5 ปี)
เรียนให้จบสูงสุดที่จะทำได้
ทำงานที่ตรงกับความรู้ความสามารถ
ให้เงินพ่อแม่หนึ่งในสี่ของเงินเดือน
มีกิจกรรมพักผ่อน เช่นปลูกต้นไม้ เรียนวาดรูป ท่องเที่ยว
เป้าหมายระยะกลาง (ภายใน 1 ปี)
เรียนให้จบและได้เกียรตินิยม
เตรียมข้อมูลการงานและการเรียนต่อต่างประเทศ
ไปพักผ่อนชายทะเลกับครอบครัว 1 สัปดาห์
สอบใบขับขี่และขับรถยนต์มหาวิทยาลัยเอง
เป้าหมายระยะสั้น (ภายใน 6 เดือน)
อ่านหนังสือเตรียมสอบเพื่อให้ได้เกรดเพิ่มกว่าเดิม
เตรียมตัวสอบโทเฟิลและเรียนภาษาอังกฤษ
หัดขับรถให้คล่องเส้นทางกรุงเทพ และ เขตรอบนอกกรุงเทพ
ไปทำบุญกับครอบครัว
ข้อสังเกต สุดใจได้ทบทวนเป้าหมายในชีวิตของตนเอง และปรับเป้าหมายให้ตรงกับความต้องการและเป็นจริงเป้าหมายในชีวิตเป็นไปได้และปฏิบัติได้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับความเป็นจริง และเป็นเป้าหมายที่รับรู้ว่ามีค่า มีความหมายเพียงพอนี้ จะทำให้มีเหตุผลในการฝ่าฟันความยากลำบาก และลงมือกระทำให้ลุล่วงตามเป้าหมายที่คุณได้ตั้งไว้พอรู้การตระหนักในเป้าหมายชีวิตแล้ว ลองทบทวนเป้าหมายในชีวิตของคุณดูบ้าง นะครับพี่น้อง


อริยสัจ 4

อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ
  1. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5
  2. สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
  3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง
  4. มรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ 2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ 3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ
อริยสัจ 4 นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

กิจในอริยสัจ 4[แก้]

กิจในอริยสัจ คือสิ่งที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ ได้แก่
  1. ปริญญา - ทุกข์ ควรรู้ คือการทำความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที่เป็นทุกข์อย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา
  2. ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุต้นตอ
  3. สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที่ไร้ปัญหาซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย
  4. ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์ หมายถึงวิธีการหรือทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา
กิจทั้งสี่นี้จะต้องปฏิบัติให้ตรงกับมรรคแต่ละข้อให้ถูกต้อง การรู้จักกิจในอริยสัจนี้เรียกว่ากิจญาณ
กิจญาณเป็นส่วนหนึ่งของญาณ 3 หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหยั่งรู้ครบสามรอบ ญาณทั้งสามเมื่อเข้าคู่กับกิจในอริยสัจทั้งสี่จึงได้เป็นญาณทัสนะมีอาการ 12 ดังนี้
  1. สัจญาณ หยั่งรู้ความจริงสี่ประการว่า
    1. นี่คือทุกข์
    2. นี่คือเหตุแห่งทุกข์
    3. นี่คือความดับทุกข์
    4. นี่คือทางแห่งความดับทุกข์
  2. กิจญาณ หยั่งรู้หน้าที่ต่ออริยสัจว่า
    1. ทุกข์ควรรู้
    2. เหตุแห่งทุกข์ควรละ
    3. ความดับทุกข์ควรทำให้ประจักษ์แจ้ง
    4. ทางแห่งความดับทุกข์ควรฝึกหัดให้เจริญขึ้น
  3. กตญาณ หยั่งรู้ว่าได้ทำกิจที่ควรทำได้เสร็จสิ้นแล้ว
    1. ทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว
    2. เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว
    3. ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว
    4. ทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว